ชาติ

   

           คำว่า " กษัตริย์  " เป็นคำนาม หมายถึงพระเจ้าแผ่นดิน หรือใช้คำเต็มว่า " พระมหากษัตริย์ "

                                            หรือหมายถึง       ผู้ป้องกันภัย

                                            หรือ                  ชาตินักรบ   

           ในสมัย สุโขทัย พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๕ ทรงพระนามว่า พระยาลิไท ได้พระราชนิพนธ์วรรณคดีเรื่อง ไตรภูมิพระร่วงขึ้น และกล่าวถึง นรก และ สวรรค์

           สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถึง สวรรค์ และนรก  ทรงกล่าวถึงเอามากๆ เสียด้วย โดยเฉพาะสวรรค์ เช่น ทิศทั้ง ๖  เทวโลก ๖ ชั้น พรหมโลก มี รูปพรหม และ อรูปพรหม และสิ่งที่เราสามารถนำมาปฏิบัติ และพบเห็นได้ ก็คือ เทวตานุสติกรรมฐาน  (ปฏิบัติธรรมโดยใช้อำนาจบารมีเทวดาเป็นอารมณ์) ที่ผมกล่าวมาตั่งแต่ต้น เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า... มีเทวดา จริงๆ... นั่นเอง

           พระพุทธเจ้า ก็คือ เทวดา  เป็นบรมครูของเทวดา เป็นบรมครูของพรหม

           พระเจ้าแผ่นดิน หรือ พระมหากษัตริย์  จุติ (เกิด) มาจากเทวดา ในพระพุทธศาสนากล่าวถึงเทวดาไว้มาก โดยเฉพาะ... ยามใดกษัตริย์รุ่งเรือง  พระพุทธเจ้าจะมาประสูติในตระกูลกษัตริย์ แล้วออกบวช ประพฤติปฏิบัติธรรม จิตซึ่งบ่มเพาะมาอย่างแก่กล้าดีแล้ว ก็บรรลุธรรม ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็น พระพุทธเจ้า

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ "พ่อหลวง" ของปวงชนชาวไทย ก็จุติจากเทวดามาเป็นมนุษย์ ท่านผู้รู้จึงยกย่องนอบน้อมว่าท่านเป็น "เทวดา" หรือเป็น "เทพ" หรือ "เทพที่เป็นมนุษย์" หรือ เรียกว่า... "สมมุติเทพ"

ื          และเทพทุกพระองค์ก็มีบารมีมากหรือน้อยแตกต่างกันออกไป ตามกุศลบารมี หรือตามกรรมดีที่ได้สั่งสมมา จะเป็นเทพ หรือเป็นมนุษย์ อยู่ ณ ที่ใด เผ่าพันธุ์ใด สถิตอยู่ หรืออยู่ ณ หนแห่งใดในโลกนี้ ก็ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องของกรรม การชดใช้กรรม อันตนเป็นผู้ก่อไว้แต่ปางบรรพ์ ถึงแม้ว่า ในขณะนี้จะเป็นเทพ หรือเป็นมนุษย์ก็ตาม ...หากเราหรือท่านเข้าใจเรื่องของกรรม เรื่องของการชดใช้กรรม ก็จะทำใจได้ และเข้าใจได้ เพราะทุกข์และสุขเป็นของคู่กัน เหมือนมีกลางวันก็มีกลางคืน ถึงแม้จะมีทุกข์ก็ไม่นาน มีสุขก็ไม่นาน เพราะกุศลกรรมดีที่เคยสั่งสมไว้คอยช่วยคอยเกื้อหนุนอยู่ (เทวดาเป็นผู้จัดให้) และกรรมก็มีอายุขัย รู้จักหมด รู้จักสิ้น การชดใช้กรรมก็เหมือนการใช้หนี้ มีวันที่ต้องหมดอย่างแน่นอน

          คน หรือ ประชาชนโลกมนุษย์ใบเล็กๆนี้ มีประมาณ ๖,๘๔๐ ล้านคน แยกย้ายอยู่กันตามเผ่าพันธุ์ของตน ของตน มีอาชีพมีความเป็นอยู่ตามแบบฉบับของตนและของตน มีการตกลงโดยเป็นกฎเป็นเกณฑ์ ตามเผ่าพันธุ์ของตน ของตน แบ่งเป็นประเทศได้ ๒๒๓ ประเทศ และใน ๒๒๓ ประเทศนี้  มีพระมหากษัตริย์อยู่เพียง ๒๗ ประเทศเท่านั้น และใน ๒๗ ประเทศนี้ มีการปกครองออกเป็น ๒ รูปแบบ

          ๑.  ปกครองแบบ  สมบูรณาญาสิทธิราช  โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ มีพระมหากษัตริย์ เป็นใหญ่ จำนวน ๘ ประเทศ

         ๒.  ปกครองแบบ ประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มีจำนวน ๑๙ ประเทศ

            สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เมือง เพชรอภิรมย์ พลิบพลี ลพบุรี สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ก็มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาจนถึง รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรือง อยู่ดีกินดี อย่างมากๆ ในขณะนั้น ในน้ำยังมีปลา ในนายังมีข้าว พลเมืองยังยิ้มแย้มแจ่มใสดี ความรัก ความผูกพัน ความสามัคคี ก็ยังดีอยู่มากๆ ก็เกิดคณะผู้กระหายอำนาจ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไม่เข้าใจเรื่องของกุศลและบารมี ใช้ชื่อว่า "คณะราษฎร์" โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ ไปทูลขอการปกครองแบบประชาธิปไตย จากล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ ทั้งๆ ที่ ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ได้ทรงสร้างเมืองดุสิตธานีขึ้นแล้ว เพื่อต้องการฝึกให้ประชาชนของพระองค์ ปกครองตัวเองตามแบบประชาธิปไตย   การฝึกฝนวิธีการปกครองยังไม่ทันสมบูรณ์ พระองค์ท่าน ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ก็สวรรคต ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ ก็ทรงดำเนินงานต่อจากล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ไม่ทันใจคนยุคนั้น ก็ไปทูลขอพระราชอำนาจมาปกครองตัวเอง พระองค์ก็พระราชทานให้ และยิ่งกว่านั้น ยังไม่พอ ยังไปขอพระราชทานเงินจากท้องพระคลังมาอีกเกือบหมดพระคลัง พระองค์ก็พระราชทานให้ ทำให้กระเทือนต่อพระราชหฤทัยอย่างมากๆ จึงทรงสละราชสมบัติ และเสด็จไปอยู่ยังต่างประเทศ

          ผมเข้าใจว่า เป็น อาถรรพ์ เป็นเวรกรรมเหลือประมาณ ยากยิ่งนักที่จะแก้ไขได้ เพราะไปกระทำการอันไม่บังควรอย่างยิ่ง โดยลุแก่พระราชอำนาจ ทำการล่วงเกินต่อความตั้งพระหฤทัยดีต่อความสะอาดบริสุทธิ์ของพระองค์ท่าน (ต่อเทวดา) แบบชนิดที่เรียกว่า... "อภัยให้ไม่ได้"  ย่อมมีผลสะท้อนอันร้ายแรงนัก ต่อวีรกษัตราธิราช วีรกษัตรี ผู้แกร่งกล้า ธแกล้วทหารหาญ ที่สละทั้งเลือด ทั้งเนื้อ ทั้งชีวิต เพื่อป้องกันภัย เพื่อรักษาแผ่นดิน พร้อมทั้งทรัพย์สินและชีวิตของญาติพี่น้องปวงชนชาวไทย แบบ... "ราชพลี" ตั้งแต่เมือง เพชรอภิรมย์ พลิบพลี ลพบุรี สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ทุกๆ พระองค์ ทุกๆ ท่าน คงเศร้าสลดและเสียพระทัย เช่นเดียวกันกับล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗... คงยากแก่การให้อภัย... พวกเราเป็นชนรุ่นหลังอายุไม่เกินร้อยปี ก็ต้องพลอยรับกรรมอันนี้ไปด้วย (อย่างไม่ควรจะต้องรับกรรม) น่าเศร้า...สลดใจ...เหลือเกิน หากพวกเราได้ลองใช้จิตโดยสำนึกใคร่ครวญดู คิดถึงผู้คนรุ่นนั้นอันเป็นบรรพบุรุษของพวกเรา และพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน (ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗... ) ผู้จากไป พวกเราคงได้คำตอบ...ทุกคน และควรจะต้องทำอย่างไรต่อไป

          จาก วันนั้น... ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ จนถึงวันนี้ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ เป็นระยะเวลาประมาณ ๗๘ ปี ประชาธิปไตยแบบไทยไทย ที่สรรหาคำพูดมาว่า  ส.ส. ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ก็ถูลู่ถูกัง ล้มลุกคลุกคลาน ต่างก็ล้มล้างทำลายกันอยู่ตลอด โกงกินกันแบบไม่อายฟ้าอายดิน (ชาวบ้านทำอะไรไม่ได้ แต่...สวรรค์มีตา) จึงเรียกกันว่า "วงจรอุบาทว์" จนติดปากติดหูของประชาชนและไม่รู้ว่า...

                                           จะจบสิ้นกันแบบไหน?  

                                            มีระยะเวลานานเท่าไร?

                                            ประชาชนจะเป็นอย่างไร?

           จะถามใครใครก็คงตอบไม่ได้...นอกจากจะบอกว่า ค่อย ค่อย แก้กันไป แล้วมันคงดีเอง หากถามผม...คงตอบว่า

               ...ถวายพระราชอำนาจคืนให้แก่เทวดา คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

               และทำการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช เช่นกาลก่อน พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อประเทศไทย...

                             เป็น...ประเทศ...   "สยาม"  ...ตามเดิม...!!! 

 

                                                                                   ขอบคุณครับ

                                                                              จาก...อาจารย์ระฆัง

                                                                                    ๑๘.๕๙ น.