ชาติ

 
            พระศาสนา เป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่ของสัตวโลก ใหญ่ยิ่งกว่าประเทศใหญ่ๆ ใหญ่ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ใหญ่ๆ  เพราะประเทศ หรือเมือง หรือแม้แต่พระมหากษัตริย์ อาจเกิดขึ้นและสูญสลายหายไป ดั่งที่เราได้ทราบได้เห็นกัน จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม แต่พระศาสนานั้น จะมั่นคงและถาวร เพราะมีพระศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ มาอุบัติโปรดสัตว์โลกอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ทรงตรัสสอนให้ข้อคิดข้อปฏิบัติ เพื่อให้เกิดสุข ทรงตรัสสอนเป็นข้อห้ามไม่ให้กระทำ ไม่ให้ปฏิบัติ เพราะจะทำให้เกิดทุกข์ และไม่รู้จักจบสิ้น ยิ่งกว่านั้นพระศาสนายังชี้ทางให้เดินเพื่อให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย เพื่อไม่ให้วนเวียนมาเกิดอีก มาเจ็บอีก มาแก่อีก มาตายอีก เพราะเมื่อใดก็ตามถ้าเกิดก็ต้องพบทุกข์ จะเป็นสวรรค์เทวโลก หรือมนุษยโลก หรือนรกโลก ก็ตาม หนทางที่พระองค์ทรงชี้ให้เดินไปให้ถึงที่สุดนั่นก็คือ "พระนิพพาน" จะเป็นที่สงบสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีเจ็บ ไม่มีแก่ ไม่มีตาย สุขและสงบอยู่อย่างนั้น... จนชั่วนิรันดร์...

         โลกเล็กๆ ใบที่เราอยู่นี้ มีคำสอนของพระศาสดาอยู่หลายพระองค์ สอนให้ทำดีละชั่ว สอนให้ปฏิบัติ เพื่อให้พ้นทุกข์ เช่น พระพุทธโคดม, พระเยซูไครส์, พระเมบีมะหะหมัด ฯลฯ เป็นผู้ให้ข้อคิด แบบท้าทายให้ทำ (ใช้ิจิต) เมื่อทำแล้วจะต้องพบความจริงตามนั้น เพราะแต่ละพระองค์ได้พบมาแล้ว และเกิดสุขมาแล้ว ก็อยากให้ผู้อื่นได้พบกับสุขอย่างพระองค์ จะได้ไม่ต้องทุกข์ จะได้ไม่ต้องวุ่นวาย ทั้งทางร่างกายและทั้งทางจิตใจ... ตลอดไป

           เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบสิ่งต่างๆมา ซึ่งเป็นวัตถุสามารถจับต้องได้ เพราะได้ทดลองแล้วทดลองอีก จึงได้ตั้งเป็นสมมุติฐาน มั่นใจก็ตั้งเป็นกฎ และทดสอบทดลองแล้วเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง จึงตั้งเป็นทฤษฎี และท้าทายให้คนรุ่นหลังๆ ทดสอบทดลอง เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ ต่อบุคคล ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ และต่อโลก เป็นไปทั้งทางสร้างสรรค์และทำลายล้าง บางครั้งก็เป็นสุข และหลายครั้งที่พบก็เป็นทุกข์ เพราะใช้ทำลายล้างประหัตประหารกัน ทำให้ต้องสะลักหักพัง ล้มตายเสียหาย พลัดพราก และเป็นทุกข์ เช่น อัลเบิร์ต ไอส์สไตน์ ได้พบสูตร

                                                       

ทำระเบิดไฮโดรเยนขึ้น ทดลองแล้วทดลองอีก จนได้ผล อเมริกานำไปทิ้งบอมบ์ ที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ต้องพังพินาศ มีผลทำให้ผู้คนต้องพลัดพรากล้มตายไปจำนวนมากมาย ทำให้ญี่ปุ่นต้องยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒  แต่สูตร

 

               

ทำให้เป็นน้ำใช้ประโยชน์ทางสร้างสรรค์ได้มากมาย เป็นต้น

       ท่านนิวตัน บอกไว้ว่า สะสารทุกชนิดจะไม่อันตรธานสูญหายไปจากโลกนั้น...ก็ไม่เป็นจริง เพราะเมื่อ นีล  อาร์มสตรอง ไปเหยียบโลกพระจันทร์ได้ ก็ต้องถือว่าขัดแย้งได้

         แต่คำสอนของพระศาสดา พุทธโคดม คำตรัสของพระองค์ยังไม่เคยมีท่านผู้ใดแย้งได้เลย... ส่วนในพระไตรปิฎกที่บันทึกไว้ และพบที่สามารถแย้งได้ ก็มี... นั่นแสดงว่าไม่ใช่คำตรัสสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า คำสอนของพระองค์ จะไม่เป็นสองแง่สามง่าม ตรัสตรงเห็นได้ชัดแจ้ง... ยกเว้นแต่... พระเถราจารย์จะเพี้ยนไป และบันทึกไว้ว่า เป็นคำสอนของพระพุทธองค์เท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อท่านศึกษา ต้องศึกษาด้วยปัญญา และต้องปฏิบัติจิตควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่จำได้แม่นยำ ลด ละ เลิก ไม่ได้ และมาเถียงกันหน้าดำหน้าแดง สร้างความงุนงงให้ผู้ได้ยินได้ฟัง (ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก และจริงๆ เป็นอะไรกันแน่...)

        ผมหดหู่หัวใจและเศร้าใจเอามากๆ เมื่อเห็นทีวี และภาพลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ลงหลายฉบับ ที่คนไทยด้วยกัน ต้องมาทะเลาะเบาะแว้ง เอาชนะคะคานกันอย่างหน้าดำหน้าแดง และฆ่าแกงกัน สร้างเรื่องเท็จให้เป็นเรื่องจริง ทำเรื่องจริงให้เป็นเรื่องเท็จ (บุคคลเหล่านี้ไม่เกรงกลัวต่อบาป ไม่ละอายต่อบาป เพราะไม่ยึดคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าด้วยเรื่อง ขันติและโสรัจจะ)  และยิ่งกว่านั้น พูดจาหยาบคาย ชกต่อย ให้อวัยวะลับกันในสภาฯ ทั้งๆที่แต่งตัวสุดหล่อสุดเท่ห์ และอุตส่าห์สรรหาคำพูดมายกยอกันว่า ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ  สภาฯ อันทรงเกียรติ (โดยมีพระพุทธรูป และพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสถิตอยู่)

      เห็นพระสงฆ์จำนวนมากมายออกมาเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย บางรูปเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเคารพนับถือจำนวนมาก บางรูปขึ้นเวทีเสื้อแดง แล้วปราศรัย โบกธงสีแดง บางรูป นั่ง นอน บางรูปยืนอยู่หน้าเวที สวมแว่นตาสีดำ มีบัตรประจำตัวห้อยคอ สูบบุหรี่แบบสบายๆ ยิ่งกว่านั้น ที่แขนข้างขวา ผูกผ้าสีแดงด้วย บางรูป โพกผ้าสีแดงที่ศีรษะ  นี่...มันอะไรกันนักหนา นี่...ไม่ใช่พระสงฆ์เสียแล้ว เป็นพวกปลอมแปลงมาแอบแฝงพึ่งใบบุญอยู่ในพระพุทธศาสนา โดยไม่มีจิตที่สำนึกว่า...ตนเองนั้น อยู่ได้ด้วยชาวบ้านต้องทำบุญตักบาตรเลี้ยง ไม่มีความรู้สึกละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป หลอกลวงชาวบ้านไปวันๆ คนพวกนี้ นี่แหละเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนา เชื่อว่าประตูนรกเปิดรอรับไว้แล้วอย่างแน่นอน พวกอลัชชี ... เอ๋ย...!!!

        เหตุแห่งพุทธศาสนาเสื่อม มีอยู่ ๕ ประการ  

        ๑  พระภิกษุสงฆ์   ไม่ฟัง  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยเคารพ

        ๒  พระภิกษุสงฆ์   ไม่เล่าเรียนศึกษา   คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยเคารพ

        ๓  พระภิกษุสงฆ์   ไม่ทรงจำ  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยเคารพ

        ๔  พระภิกษุสงฆ์   ไม่พิจารณา  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยเคารพ

        ๕  พระภิกษุสงฆ์   ไม่ปฏิบัติตาม  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยเคารพ

        ประเทศไทยนับถือพุทธศาสนามาตั้งแต่ พ.ศ. ๓๐๐ ที่พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ส่งพระอุตตระเถระ และพระโสณะเถระ เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ตั้งต้นที่นครศรีธรรมราช จากพ.ศ. นั้น... ถึง พ.ศ. นี้ เป็นเวลาถึง ๒๒๕๓ ปีแล้วครับ พระพุทธศาสนายังตั้งมั่นอยู่ในประเทศไทย สำหรับผม จะไม่ตกใจหรือเสียใจหรอกครับ ที่เห็นพวกอลัชชีทั้งหลายกระทำการอันเลวทรามต่ำช้าอย่างนั้น (เพราะไม่ใช่พระในความหมายของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง) เพราะสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

       "...ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นประธาน..."

   "...ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นประธาน..." "...ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นประธาน..."

          สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเตือนพระภิกษุสงฆ์ให้เพียรสำนึกอยู่เสมอว่า... ตนเองนั้นได้ปฏิบัติตนผิดจากฆราวาสผู้ครองเรือนแล้ว ต้องไม่ประพฤติและปฏิบัติตนเยี่ยงฆราวาส ภิกขุ ผู้ภิกขาจาร ต้องขอ (โปรดสัตว์) ด้วยอาการสงบ ชาวบ้านผู้เลื่อมใสศรัทธาจะทำบุญตักบาตรให้อะไรมา ก็ให้ฉันอย่างนั้น อย่างนั้น เพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ได้ พอเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม

         หลายคนคิดผิด ทำผิด เพราะได้รับเงินจ้างมาร่วมขบวนการ หรือถูกบังคับถูกหลอกมา เชื่อว่าสักระยะหนึ่งเมื่อรู้ความจริง เมื่อได้สติกลับมา ปัญญาก็จะเกิด และเลิกถอยเปลี่ยนแปลงไปเอง ดังที่เราเห็นกันอยู่ ทั้งฆราวาสและพระสงฆ์เป็นจำนวนมาก ไม่ต้องไปตำหนิติเตียน (ต้องทำใจเอา) ดีที่สุดให้ทุกคนดูแลตัวเอง หากรักพระศาสนา เห็นว่าคำสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นคำสอนที่ดี เป็นคำสอนที่ประเสริฐ เป็นคำสอนที่มีค่าสูงยิ่ง สำหรับคนไทยและประเทศไทย พวกเราทุกคนต้องถือว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องทดแทนคุุุณต่อพระศาสนา โดยการใช้สมองของเรา ใช้กายของเรา ใช้วาจาของเรา ประพฤติตัวให้บุคคลอื่น สังคมทั้งในวงแคบและวงกว้าง ได้เห็นถึงการเคารพรักอย่างนอบน้อม และแสดงออกถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อพระศาสนา ช่วยกันปกป้องดูแล และเป็นผู้อุปการะพระพุทธศาสนา อย่างชนิดที่เรียกว่า เทิดทูนบูชา เพราะเป็นสมบัติประจำประเทศไทย และคนไทยมาหลายพันปีแล้ว

         ผมมีอายุมากพอสมควร มีประสบการณ์ได้รู้ได้เห็น ผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่ มั่นคงต่อพระพุทธศาสนา ปฏิบัติตนตามคำสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการยึด ศีล ๕ อย่างมั่นคง สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ อยู่เป็นประจำ ดำเนินชีวิตตามมรรค ๘ (ด้วยการใช้ปัญญาชอบ มีสติชอบ มีดำริชอบ มีความเพียรชอบ มีเจรจาชอบ มีการทำหาเลี้ยงชีพชอบ มีคุณธรรมและจริยธรรมชอบ ตั้งมั่นอยู่ในศีลสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญาชอบ) ทุกคนจะมีหน้าตายิ้มแย้ม และผ่องใส น่าเคารพและนับถือของผู้พบเห็น และผู้ใกล้ชิดจะมีความรู้สึกอบอุ่นและเชื่อมั่นในบุคคลนั้น แสดงว่าจิตใจเบิกบาน และมีปัญญาเอาตัวรอดได้ทุกคน และิยิ่งกว่านั้น สมเด็จพระพ่อเจ้า โต พรหมรังสี ทรงบันทึกไว้ในแผ่นจารึก ความว่า

            "...พู้ ใดสวดมนต์ ภาวนาทุกวัน ทุกค่ำเช้าเป็นนิจ ให้จำเริญเกียรติยศ

 รักษาศิริสมบัติ บังเกิดธนราชสมบัติ ชัยชำนะตบะเดชะ สวัสดิมงคล

            ศัตรูพินาศ และเทพยดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองรักษา

                     ครั้นเมื่อถึงการดับขันธ์ จะได้ผ่านสวรรค์เทวโลก

            แล้วจะได้มาผ่านพิภพมนุษย์โลกนี้ และเมื่อจะไปเกิดในที่ใด ๆ

            ก็จะได้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย เป็นมหาวิเศษนักแล..."

 

                                                                  สมเด็จพระพ่อเจ้าโต พรหมรังสี

                                                                             ถ้ำ ๑๒ คูหา เมืองกาญ

                                                                                       ร.ศ. ๗๙